องค์กรที่ใช้ Cisco ASA หรือ FTD ให้บริการ Remote Access SSL VPN ควรเร่งตรวจ CVE-2026-76418 หลัง Cisco ยืนยันพบการโจมตีจริงในเดือนตุลาคม 2569 และ CISA เพิ่มช่องโหว่นี้ใน KEV เมื่อ 29 ตุลาคม โดย ThaiCERT แจ้งเตือนต่อเมื่อ 30 ตุลาคม [1] [2] [4]

ความเสี่ยงสำคัญคือบริการหยุดชะงัก

ช่องโหว่ระดับ High คะแนน CVSS 3.1 เท่ากับ 8.6 เปิดทางให้ผู้โจมตีจากระยะไกลที่ยังไม่ผ่านการยืนยันตัวตนทำให้อุปกรณ์รีโหลด ส่งผลให้บริการหยุดชั่วคราว ประกาศนี้ระบุผลกระทบแบบ Denial of Service ไม่ได้ยืนยันการรันโค้ดหรือขโมยข้อมูลผ่านช่องโหว่นี้โดยตรง [1]

ต้องตรวจรุ่นและการตั้งค่าร่วมกัน

อุปกรณ์จะอยู่ในขอบเขตเสี่ยงเมื่อใช้รุ่นที่มีช่องโหว่ บริการล็อกอิน SSL Remote Access VPN เข้าถึงได้ และมีการตั้งค่า Secondary Authentication ในขอบเขต Tunnel Group ตามประกาศ Cisco การโจมตีไม่จำเป็นต้องล็อกอิน VPN สำเร็จก่อน [1]

ให้ตรวจทั้งกลุ่มที่สร้างเองและ DefaultWEBVPNGroup ตามเงื่อนไขของผู้ผลิต การซ่อนรายการกลุ่มเชื่อมต่อเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอหากกลุ่มเริ่มต้นยังใช้ Secondary Authentication สำหรับ FTD ควรตรวจทั้งนโยบายที่นำไปใช้และ running configuration จริงผ่าน FMC หรือ FDM [1]

รุ่นแรกที่แก้ไขตามประกาศ Cisco

ผลิตภัณฑ์ / สายรุ่นรุ่นแก้ไขที่ผู้ผลิตระบุ
ASA 9.16 และก่อนหน้า9.16.4.104
ASA 9.189.18.4.96
ASA 9.209.20.4.50
ASA 9.229.22.3.200
ASA 9.239.23.1.48
ASA 9.249.24.1.27 และ 9.24.10.1 ตามเส้นทางอัปเกรดที่รองรับ
FTD 7.0 และก่อนหน้า7.0.11
FTD 7.27.2.13
FTD 7.47.4.9
FTD 7.67.6.7
FTD 7.77.7.14
FTD 10.010.0.3
FTD 10.110.1.1

ตรวจรุ่นแก้ไขจาก Cisco Advisory ฉบับ 1.0 วันที่ 28 ตุลาคม 2569 [1] ก่อนอัปเกรดให้ตรวจความเข้ากันได้และเส้นทางอัปเกรดสำหรับอุปกรณ์จริงอีกครั้ง โดยใช้ Cisco Software Checker และเอกสารผู้ผลิต รุ่นแรกที่แก้ช่องโหว่นี้ไม่จำเป็นต้องเป็นรุ่นแนะนำล่าสุดสำหรับทุกระบบ

มุมมอง ALPHASEC: จัดลำดับจากความต่อเนื่องของงาน

สำหรับองค์กรไทยที่พึ่ง VPN เพื่อเข้าระบบภายใน การรีโหลดไฟร์วอลล์อาจทำให้พนักงานหรือผู้ให้บริการภายนอกทำงานสะดุด ควรจัดลำดับระบบที่เปิดรับจากอินเทอร์เน็ตและรองรับงานสำคัญก่อน ข้อนี้เป็นข้อวิเคราะห์ของ ALPHASEC ยังไม่มีข้อมูลในแหล่งที่ตรวจยืนยันจำนวนองค์กรไทยที่ถูกโจมตีจากช่องโหว่นี้

สิ่งที่ผู้ดูแลระบบควรทำ

  1. สำรวจระบบ: ระบุเจ้าของอุปกรณ์ รุ่นซอฟต์แวร์ การเปิด SSL VPN และ Tunnel Group ที่ใช้ Secondary Authentication รวมถึงบริการที่คู่ค้าดูแลให้
  2. เร่งแพตช์อย่างมีแผน: สำรองการตั้งค่า ตรวจความเข้ากันได้ และทดสอบการเชื่อมต่อ VPN หลังอัปเกรด พร้อมเตรียมการสื่อสารช่วงหยุดบริการ
  3. เฝ้าระวังการรีโหลดผิดปกติ: ตรวจ uptime, device logs และเหตุเชื่อมต่อ VPN หลุดจากระบบเฝ้าระวัง เก็บหลักฐานและประสานผู้ผลิตเมื่อพบเหตุ การรีโหลดเพียงอย่างเดียวยังไม่ยืนยันว่าเป็นการโจมตี
  4. ระวังมาตรการชั่วคราวที่ลดความปลอดภัย: Cisco ระบุว่ามี mitigation ตามการตั้งค่า แต่ไม่มี workaround ที่แก้ช่องโหว่ได้สมบูรณ์ การปิด Secondary Authentication อาจลดความปลอดภัยในการเข้าถึง จึงต้องประเมินและจัดมาตรการทดแทนก่อนใช้ ไม่ควรปิดการยืนยันตัวตนเพิ่มโดยอัตโนมัติเพื่อหลีกเลี่ยงการแพตช์ [1]

แหล่งอ้างอิง

อ่านและตรวจเทียบข้อมูล 1 พฤศจิกายน 2569 ตรวจซ้ำรอบวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ตามประกาศต้นทาง โดยใช้ประกาศ Cisco เป็นหลักสำหรับรุ่นและเงื่อนไข แยกข้อเท็จจริงจากข้อวิเคราะห์ ALPHASEC

  1. Cisco PSIRT — ASA/FTD Remote Access SSL VPN Tunnel DoS · 28 ต.ค. 2569
  2. CISA — ประกาศแก้ไขรายการ KEV: GitLab และ Cisco · 29 ต.ค. 2569
  3. The Hacker News — Cisco Patches Actively Exploited ASA and FTD VPN Flaw · 29 ต.ค. 2569
  4. ThaiCERT — Cisco ออกแพตช์ ASA และ FTD ที่ถูกใช้โจมตีจริง · 30 ต.ค. 2569