รายงานกรมประชาสัมพันธ์วันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 เปิดเผยความคืบหน้าการลดความเสี่ยงระบบสารสนเทศภาครัฐจากการประชุม กมช. ครั้งที่ 4/2569 โดยเน้นการติดตามการใช้ MFA ระบบภาครัฐ และการแก้ไขความเสี่ยงจากบัญชีผู้ใช้และรหัสผ่านรั่วไหล

ตัวเลขนี้บอกความเสี่ยง ไม่ใช่จำนวนระบบที่ยืนยันว่าถูกเจาะ

รายงานระบุการตรวจสอบระบบกลุ่มเสี่ยง 30,301 ระบบ และระบุว่า 12,650 ระบบยังไม่มีทั้งมาตรการ MFA และแผนรองรับ ตัวเลขดังกล่าวเป็นสถานะระบบตามรายงาน ไม่ใช่จำนวนประชาชนที่ข้อมูลรั่วไหล องค์กรที่ถูกโจมตี หรือความเสียหายทางการเงินที่ยืนยันแล้ว และไม่ควรนำไปเหมารวมว่าทุกระบบถูกบุกรุก

สถานะข้อสั่งการและผู้ที่เกี่ยวข้อง

ที่ประชุมมอบหมายให้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการให้ทุกกระทรวงกำกับติดตามหน่วยงานในสังกัดตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 11 สิงหาคม 2569 โดยเฉพาะการใช้ MFA รายงานยังระบุการติดตามรีเซ็ตรหัสผ่าน เพิ่มการยืนยันตัวตน จัดทำแผนปรับปรุง และประเมินทบทวนภายในกรอบ 180 วัน

นี่เป็นรายงานความคืบหน้าและการกำกับติดตาม ไม่ใช่หลักฐานว่ามีการประกาศกฎหมายใหม่ในวันที่ 5 พฤศจิกายน ต้นฉบับที่ตรวจครั้งนี้ไม่ได้ระบุวันเริ่มนับกรอบ 180 วันอย่างชัดเจน จึงไม่คำนวณวันครบกำหนดขึ้นเอง ผู้รับผิดชอบควรตรวจหนังสือสั่งการที่ใช้กับหน่วยงานของตน

ข้อแนะนำ ALPHASEC สำหรับหน่วยงานและผู้ดูแลระบบ

  • ทำบัญชีระบบและผู้รับผิดชอบให้ครบ โดยให้ความสำคัญกับบัญชีผู้ดูแลและช่องทางเข้าถึงจากภายนอก ตรวจว่าบัญชีใดยังข้าม MFA ได้
  • ทบทวนบัญชีที่สงสัยว่าข้อมูลเข้าสู่ระบบรั่วไหล เปลี่ยนข้อมูลยืนยันตัวตน ยกเลิกเซสชันที่เกี่ยวข้อง และตรวจบันทึกการเข้าใช้ผิดปกติ การเปิด MFA เพียงอย่างเดียวไม่ยืนยันว่าระบบที่เคยถูกบุกรุกปลอดภัยแล้ว
  • ทดสอบ MFA และกระบวนการกู้คืนบัญชีก่อนใช้งานจริง หากระบบเดิมยังไม่รองรับ ให้กำหนดมาตรการชั่วคราว ผู้รับผิดชอบ และแผนแก้ไขที่ตรวจติดตามได้
  • เก็บหลักฐานผลดำเนินงานและติดตามข้อยกเว้นอย่างต่อเนื่อง แยกความเสี่ยงที่ยังไม่แก้จากเหตุบุกรุกที่ตรวจยืนยันแล้ว

ข้อแนะนำข้างต้นเป็นการวิเคราะห์ของ ALPHASEC ไม่ใช่รายละเอียดข้อบังคับเพิ่มเติมจากหน่วยงานรัฐ สำหรับประชาชน ให้ใช้ช่องทางบริการทางการและอย่าเปิดเผยรหัสผ่านหรือ OTP แก่ผู้ที่อ้างว่าติดต่อมาแก้ปัญหาความปลอดภัย

แหล่งข้อมูลและเครดิต

ตรวจต้นทาง 8 พฤศจิกายน 2569 · แยกวันรายงานเดิมออกจากวันที่ ALPHASEC เรียบเรียง และแยกระบบกลุ่มเสี่ยงออกจากเหตุโจมตีที่ยืนยันแล้ว