top of page
ถามตอบเกี่ยวกับ PDPA
ALPHASEC

คำถามเกี่ยวกับ PDPA

AUDIT ASSURANCE AND CONSULTING

คำถามเกี่ยวกับ PDPA

  • PDPA (Personal Data Protection Act, B.E. 2562 (2019)) คือ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปเมื่อ 27 พฤษภาคม 2562 และมีผลบังคับใช้เมื่อ 28 พฤษภาคม 2562 แล้วในบางส่วน โดยวันที่ 27 พฤษภาคม 2563 เป็นวันที่ พ.ร.บ.นี้มีผลบังคับใช้ตามกฎหมายทั้งฉบับ

  • คือข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม โดยข้อมูลของผู้ถึงแก่กรรม และข้อมูลนิติบุคคล ไม่ถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคลตาม พ.ร.บ.นี้


    ข้อมูลส่วนบุคคล (Personal Data) ได้แก่ ชื่อ - นามสกุล, เลขประจำตัวประชาชน, ที่อยู่, เบอร์โทรศัพท์, วันเกิด, อีเมล, การศึกษา, เพศ, อาชีพ, รูปถ่าย, ข้อมูลทางการเงิน นอกจากนี้ยังรวมถึง ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความละเอียดอ่อน (Sensitive Personal Data) ด้วย เช่น ข้อมูลทางการแพทย์หรือสุขภาพ, ข้อมูลทางพันธุกรรมและไบโอเมทริกซ์, เชื้อชาติ, ความคิดเห็นทางการเมือง, ความเชื่อทางศาสนาหรือปรัชญา, พฤติกรรมทางเพศ, ประวัติอาชญากรรม, ข้อมูลสหภาพแรงงาน เป็นต้น

    • สิทธิได้รับการแจ้งให้ทราบ (Right to be informed) 

    • สิทธิขอเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล (Right of access)

    • สิทธิในการขอให้โอนข้อมูลส่วนบุคคล (Right to data portability)

    • สิทธิคัดค้านการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล (Right to object)

    • สิทธิขอให้ลบหรือทำลาย หรือทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวบุคคล (Right to erasure (also known as right to be forgotten) 

    • สิทธิขอให้ระงับการใช้ข้อมูล (Right to restrict processing)

    • สิทธิในการขอให้แก้ไขข้อมูลส่วนบุคคล (Right of rectification) 

    • เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (Data Subject) คือ บุคคลที่ข้อมูลระบุไปถึง

    • ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (Data Controller) คือ บุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งมีอำนาจหน้าที่ “ตัดสินใจ” เกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล

    • ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (Data Processor) คือ บุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งดำเนินการเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล “ตามคำสั่งหรือในนามของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล” ทั้งนี้บุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งดำเนินการดังกล่าว ต้องไม่เป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล

    • ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูส่วนบุคคล

    • จัดทำเอกสารประวัติศาสตร์ หรือจดหมายเหตุเพื่อประโยชน์สาธารณะ การศึกษาวิจัยหรือการจัดทำสถิติ

    • ป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของบุคคล

    • จำเป็นเพื่อปฏิบัติกฎหมาย หรือสัญญา

    • จำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือของบุคคลอื่น

    • จำเป็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ และการปฏิบัติหน้าที่ในการใช้อำนาจรัฐ

  • ประเทศปลายทางหรือองค์การระหว่างประเทศ ที่รับข้อมูลส่วนบุคลต้องมีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เพียงพอ เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล หรือเป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย/สัญญา หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญเท่านั้น

  • เพื่อให้ข้อมูลส่วนบุคคลถูกนำไปใช้ในทางที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์มากกว่าโทษ การให้ข้อมูลแต่ละครั้งจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนให้ข้อมูล เช่นการให้ข้อมูลเพื่อจัดส่งสินค้า หากมีการขอข้อมูลที่ไม่เกี่ยวกับการจัดส่ง เจ้าของข้อมูลก็มีสิทธิปฏิเสธการให้ข้อมูลนั้น และในส่วนของผู้เก็บข้อมูล ก็ต้องรู้ขอบเขตในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล มีระบบในการควบคุม/ยืนยันตัวตนในการเข้าถึงข้อมูล และจำเป็นต้องมีการกำหนดนโยบายองค์กรเพื่อให้บุคคลที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตาม เพราะหากไม่ทำตามอาจได้รับโทษดังนี้

    • ความรับผิดทางแพ่ง ตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง และอาจต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพิ่มขึ้นอีก โดยสูงสุดไม่เกิน 2 เท่าของค่าเสียหายที่แท้จริง

    • โทษทางอาญา จำคุกสูงสุดไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

    • โทษทางปกครอง ปรับสูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาท

  • ต้องปฏิบติตาม PDPA เพราะถือว่าเป็นธุรกิจหรือบริษัทนั้นๆ เป็นผู้ควบคุมข้อมูลหรือ Data Controller ที่มีการเก็บรวมรวมข้อมูลส่วนบุคคลของลูกจ้าง และนอกจากนั้นในการทำธุรกิจ B2B ก็จะมีการเก็บรวมรวม ข้อมูลที่ใช้ในการติดต่อ กับพนักงานของธุรกิจหรือพนักงานของบริษัทคู่ค้าที่สามารถระบุตัวบุคคลนั้นๆ ได้ ซึ่งล้วนเป็นข้อมูลส่วนบุคคล (Personal Data)
    ยกเว้นข้อมูลการติดต่อนั้น เป็นข้อมูลของคู่ค้าที่เป็นของนิติบุคคลโดยแท้และที่ไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้ เช่น อีเมล Customerservice@xyzabc.com หรือเบอร์โทรศัพท์ส่วนกลางของบริษัท เป็นต้น

  • ข้อมูลดังกล่าวแม้จะเป็นข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับการเงินที่มีความสำคัญ แต่เป็นเพียง Personal Data จึงไม่ใช่ Sensitive Personal Data ตามที่ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 กำหนด

  • ไม่ เพราะไม่ใช่ข้อมูลของบุคคลธรรมดา จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562
    แต่อาจได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายอื่น เช่น กฏหมายละเมิดหรือความลับทางการค้า

  • บริษัทผู้ขายสินค้าหรือให้บริการเฝ้าดูพฤติกรรมและประมวลผลข้อมูลการใช้บริการหรือความสนใจของลูกค้า on-line เพื่อการปรับปรุงการให้บริการ โดยอ้างความจำเป็นในการปฎิบัติตามสัญญา โดยไม่ขอความยินยอม ได้หรือไม่


    คำตอบคือ ไม่ได้ เพราะการปรับปรุงการให้บริการ ไม่ใช่การจำเป็นในการปฏิบัติตามสัญญา ดังนั้นควรพิจารณาฐานอื่น เช่น ความยินยอม(Consent) หรือการประเมินฐานประโยชน์โดยชอบด้วยกฏหมาย (Legitimate Interest)

  • ความยินยอมที่ให้ไว้ ยังมีผลสมบูรณ์จนกว่าจะมีการถอนความยินยอมหรือหมดความจำเป็นที่จะเก็บรวบรวม ใช้หรือเปิดเผยตามวัตถุประสงค์

  • นามบัตรจะมีข้อมูลบุคคลธรรมดา เช่น ชื่อ-นามสกุล ที่อยู่ อีเมล เบอร์โทรศัพท์


    ข้อมูลในนามบัตรเป็นข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่ทำให้สามารถระบุตัวเจ้าของนามบัตรได้


    ดังนั้น ข้อมูลในนามบัตร จึงเป็นข้อมูลส่วนบุคคลตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (Personal Data Protection Act : PDPA) ดังนั้นการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว จะต้องปฏิบัติตาม PDPA