top of page

การประเมินความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ประจำปี 2025 : บทเรียนสำคัญสู่การเสริมความมั่นคงดิจิทัลในปี 2026

  • รูปภาพนักเขียน: Kasidet Khongphuttikun
    Kasidet Khongphuttikun
  • 2 วันที่ผ่านมา
  • ยาว 2 นาที

การประเมินความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ปี 2025

ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินงานของทุกภาคส่วน การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity) กลายเป็นหัวใจสำคัญที่องค์กรต่างๆ ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง รายงานสรุปผลการประเมินความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ประจำปี 2025 ที่จัดทำโดยสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (NCSA) ได้สะท้อนภาพรวมความพร้อมด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของหน่วยงานภาครัฐและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในประเทศไทย ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะเป็นแนวทางสำคัญในการวางแผนเสริมสร้างความปลอดภัยในปี 2026


ภาพรวมการประเมินความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ปี 2025

การประเมินครั้งนี้ครอบคลุมหน่วยงานทั้งหมด 296 หน่วยงาน แบ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ (GOV) 237 หน่วยงาน, องค์กรโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ (CII) 46 หน่วยงาน และหน่วยงานกำกับดูแล (REG) 13 หน่วยงาน โดยมีหน่วยงานที่ส่งผลการประเมินเสร็จสมบูรณ์จำนวน 191 หน่วยงาน คิดเป็นร้อยละ 64.8

ผลการประเมินพบว่า หน่วยงานของรัฐมีคะแนนเฉลี่ย 52.55 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 59 ซึ่งอยู่ในระดับปานกลาง สะท้อนให้เห็นว่าหน่วยงานส่วนใหญ่ได้เริ่มดำเนินการด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ตามกรอบกฎหมายและนโยบาย แต่ยังอยู่ในระดับเริ่มต้น ในขณะที่องค์กรโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ (CII) มีคะแนนเฉลี่ย 87.46 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 89 แสดงให้เห็นถึงความพร้อมที่ดีด้านกฎหมายและมาตรการ


ช่องว่างสำคัญที่ต้องปรับปรุง

ช่องว่าง 10 อันดับแรกของหน่วยงานภาครัฐ (GOV)

จากการประเมิน พบช่องว่างสำคัญ 10 อันดับแรกของหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่:

  1. การประเมินความเสี่ยงและกลยุทธ์การจัดการความเสี่ยง (Risk Assessment and Risk Management Strategy) - การขาดกรอบการบริหารความเสี่ยงที่ชัดเจน รวมถึงการกำหนด Key Risk Indicators (KRI)

  2. การประเมินช่องโหว่และการทดสอบเจาะระบบ (Vulnerability Assessment and Penetration Testing) - ขาดการกำหนดแนวทางและขอบเขตการประเมินช่องโหว่อย่างครอบคลุม

  3. แผนการรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ (Cybersecurity Incident Response Plan) - ยังขาดการซ้อมแผนอย่างสม่ำเสมอและการทดสอบประสิทธิภาพของแผน

  4. แผนการสื่อสารในภาวะวิกฤต (Crisis Communication Plan) - ขาดการกำหนดช่องทางการสื่อสาร โฆษก และกระบวนการแจ้งเตือนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ชัดเจน

  5. แผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan) - ยังไม่มีการฝึกซ้อมแผนอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งเพื่อทดสอบความพร้อม

  6. นโยบายการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity Policy) - ขาดการกำหนดบทบาทและความรับผิดชอบของบุคลากรที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน

  7. การตรวจสอบและการกำกับดูแล (Auditing and Oversight) - ขาดการตรวจสอบกระบวนการและผลการวิเคราะห์ผลกระทบทางธุรกิจ (Business Impact Analysis)

  8. การจัดการผู้ให้บริการภายนอก (Third Party Management) - ขาดการกำหนดข้อกำหนดด้านความมั่นคงปลอดภัยในสัญญา Service Level Agreement และกระบวนการตรวจสอบผู้ให้บริการ

  9. การกำหนดค่าขั้นต่ำด้านความปลอดภัยไซเบอร์ (Hardened System Configuration Baselines) - ไม่มีมาตรฐานการกำหนดค่าที่ชัดเจน เช่น การจำกัดสิทธิ์การเข้าถึง การปิดพอร์ตที่ไม่ใช้งาน

  10. ความปลอดภัยบนสื่อบันทึกแบบถอดได้ (Removable Media Security) - ขาดแนวปฏิบัติในการเชื่อมต่อสื่อบันทึกข้อมูลและอุปกรณ์พกพากับระบบสำคัญ

ช่องว่าง 10 อันดับแรกขององค์กรโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ (CII)

สำหรับองค์กร CII พบช่องว่างสำคัญ ได้แก่:

  1. การประเมินความเสี่ยงและกลยุทธ์การจัดการความเสี่ยง

  2. การประเมินช่องโหว่และการทดสอบเจาะระบบ

  3. การตรวจสอบและการกำกับดูแล

  4. แผนการรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์

  5. นโยบายการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์

  6. แผนการสื่อสารในภาวะวิกฤต

  7. แผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ

  8. การจัดการผู้ให้บริการภายนอก

  9. การกำหนดค่าขั้นต่ำด้านความปลอดภัย (System Configuration Baselines)

  10. การบริหารจัดการทรัพย์สินสารสนเทศ (Asset Management)

ช่องว่างเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้หน่วยงานจะมีนโยบายและมาตรการพื้นฐาน แต่การนำไปปฏิบัติจริงและการทดสอบประสิทธิภาพยังไม่เพียงพอ ซึ่งเป็นความเสี่ยงสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของระบบในอนาคต


ความสำคัญของ Penetration Testing ในปี 2026

Penetration Testing หรือการทดสอบเจาะระบบ เป็นหนึ่งในช่องว่างสำคัญที่พบจากการประเมิน การทดสอบนี้เป็นกระบวนการจำลองการโจมตีจากแฮกเกอร์เพื่อค้นหาช่องโหว่ของระบบก่อนที่ผู้ไม่ประสงค์ดีจะใช้ประโยชน์ ในปี 2026 การทำ Penetration Testing จะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น เนื่องจาก:

  • ภัยคุกคามที่ซับซ้อนขึ้น: แฮกเกอร์ใช้เทคนิคที่ทันสมัยและซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงการใช้ AI และ Machine Learning ในการโจมตี

  • การปฏิบัติตามกฎระเบียบ: กฎหมายและมาตรฐานต่างๆ เช่น พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 กำหนดให้องค์กรต้องมีการประเมินช่องโหว่อย่างสม่ำเสมอ

  • การลดความเสี่ยงทางธุรกิจ: การค้นพบและแก้ไขช่องโหว่ก่อนเกิดเหตุการณ์จริงช่วยลดผลกระทบทางการเงินและชื่อเสียง

  • การรองรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี: ระบบดิจิทัลมีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันมากขึ้น ทำให้มีจุดอ่อนที่อาจถูกโจมตีได้มากขึ้น


บทบาทของหน่วยงานกำกับ

สำหรับหน่วยงานกำกับดูแล (Regulator) รายงานพบช่องว่าง 2 อันดับแรก คือ:

  1. มาตรฐานการรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ (Cybersecurity Response Standards) - ควรกำหนดมาตรฐานที่ชัดเจนสำหรับหน่วยงานในการกำกับ

  2. การกำกับดูแล (Oversight) - ควรมีกระบวนการติดตามและประเมินผลอย่างเป็นระบบ

รายงานเสนอให้หน่วยงานกำกับมีการกำหนดมาตรฐานการรับมือภัยคุกคามที่ชัดเจนสำหรับหน่วยงานในการกำกับ รวมถึงการจัดตั้งหรือสนับสนุนให้มี Sectoral CERT เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงในภาคส่วนต่างๆ อย่างเป็นระบบ


มุมมองสู่ปี 2026

ผลการประเมินปี 2025 เป็นข้อมูลสำคัญที่สะท้อนสถานะปัจจุบันและช่วยให้องค์กรต่างๆ วางแผนพัฒนาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์อย่างเป็นระบบในปี 2026 การดำเนินการตามข้อเสนอแนะ โดยเฉพาะการทำ Penetration Testing อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดความเสี่ยงและเสริมสร้างความเชื่อมั่นในการใช้งานระบบดิจิทัลของประเทศ

องค์กรควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพบุคลากร การลงทุนในเทคโนโลยีและเครื่องมือที่เหมาะสม และการสร้างวัฒนธรรมความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยไซเบอร์ เพื่อรองรับภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในโลกดิจิทัล การเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ไม่ใช่แค่การปฏิบัติตามกฎหมาย แต่เป็นการลงทุนที่จำเป็นเพื่อปกป้องทรัพย์สินดิจิทัล ข้อมูลสำคัญ และความไว้วางใจของผู้ใช้บริการในยุคดิจิทัล


บริการด้าน Cybersecurity จาก ALPHASEC

ALPHASEC เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่พร้อมช่วยองค์กรของคุณเสริมสร้างความปลอดภัยอย่างครอบคลุม เรามีบริการ:

  • Penetration Testing Services: ทดสอบเจาะระบบด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล เพื่อค้นหาช่องโหว่ก่อนผู้ไม่ประสงค์ดี

  • Vulnerability Assessment: ประเมินความเสี่ยงและช่องโหว่ของระบบอย่างละเอียด พร้อมข้อเสนอแนะการแก้ไข

  • Cybersecurity Consulting: ให้คำปรึกษาด้านนโยบายและมาตรการความมั่นคงปลอดภัยตามมาตรฐาน NIST และ ISO 27001

  • Security Incident Response: ช่วยจัดทำแผนรับมือภัยคุกคามและฝึกซ้อมทีมงาน

  • Security Awareness Training: อบรมสร้างความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยให้กับบุคลากร

ด้วยประสบการณ์ทำงานกับองค์กรชั้นนำและหน่วยงานภาครัฐ ALPHASEC พร้อมเป็นพันธมิตรที่เชื่อถือได้ในการเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ขององค์กรคุณในปี 2026 และต่อไป Youtube : สรุปรายงาน สกมช. ปี 2025: เจาะลึกความพร้อมไซเบอร์ภาครัฐ ที่มา : รายงานสรุปผลการประเมินระดับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 | NCSA Thailand

ติดต่อเราวันนี้เพื่อขอคำปรึกษาฟรี


 
 
bottom of page