NSA ประกาศ Zero Trust Implementation Guideline สำหรับ Phase One และ Phase Two พร้อมขั้นตอนสู่ความปลอดภัยระดับสูง
- Kasidet Khongphuttikun

- 5 นาทีที่ผ่านมา
- ยาว 3 นาที

ในยุคที่ภัยคุกคามทางไซเบอร์มีความซับซ้อนและรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ การพึ่งพาระบบป้องกันแบบเดิมที่มุ่งเน้นการสร้างกำแพงป้องกันรอบขอบเครือข่าย (Perimeter Defense) อาจไม่เพียงพออีกต่อไป National Security Agency (NSA) องค์กรด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา ได้เผยแพร่เอกสารแนวทาง Zero Trust Implementation Guidelines (ZIGs) ระยะที่ 1 (Phase One) และระยะที่ 2 (Phase Two) เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2026 เพื่อช่วยเหลือหน่วยงานภาครัฐ กลาโหมสหรัฐฯ ฐานอุตสาหกรรมด้านความมั่นคง (Defense Industrial Base) และองค์กรต่างๆ ในการนำหลักการ Zero Trust มาประยุกต์ใช้อย่างมีประสิทธิภาพ
Zero Trust คืออะไร และทำไมถึงสำคัญในยุคปัจจุบัน
Zero Trust เป็นแนวคิดด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ปฏิวัติวิธีการคิดแบบเดิมๆ โดยมีหลักการพื้นฐานที่ว่า "Never Trust, Always Verify" (ไม่เชื่อใจใครโดยอัตโนมัติ ต้องตรวจสอบทุกครั้ง) และ "Assume Breach" (สันนิษฐานว่าระบบถูกเจาะแล้ว) แทนที่จะเชื่อถือผู้ใช้งานหรืออุปกรณ์ที่อยู่ภายในเครือข่ายโดยอัตโนมัติ Zero Trust กำหนดให้มีการยืนยันตัวตนและตรวจสอบสิทธิ์การเข้าถึง (Authentication และ Authorization) อย่างต่อเนื่องสำหรับผู้ใช้งาน (User/Person Entity), อุปกรณ์ (Device/Non-Person Entity) และแอปพลิเคชันทุกตัว
แนวทางนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการปกป้องข้อมูล ระบบ และบริการที่มีความอ่อนไหวจากภัยคุกคามที่มีความซับซ้อนสูง เช่น การโจมตีแบบ Advanced Persistent Threats (APT), การโจมตีจาก Insider Threats และ Ransomware ที่สามารถแพร่กระจายภายในเครือข่ายได้อย่างรวดเร็ว
พื้นฐานของ Zero Trust Implementation Guidelines จาก NSA
เอกสาร Zero Trust Implementation Guidelines ที่ NSA พัฒนาขึ้นนี้ อ้างอิงจากกรอบงานและมาตรฐานสำคัญหลายฉบับ ได้แก่:
NIST SP 800-207: Zero Trust Architecture จาก National Institute of Standards and Technology (NIST)
CISA Zero Trust Maturity Model Version 2.0: จาก Cybersecurity and Infrastructure Security Agency
DoW Zero Trust Reference Architecture Version 2.0: จากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (Department of War/Defense)
DoW Zero Trust Strategy Version 1.0
NSA ในฐานะ National Manager สำหรับระบบความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ (National Security Systems - NSS) ได้พัฒนา ZIGs ขึ้นโดยมีเป้าหมายช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถบรรลุระดับ Target-level Zero Trust Maturity ตามที่กำหนดไว้ในกรอบงาน DoW ZT Framework
เอกสาร ZIGs ทั้งหมดประกอบด้วย Primer, Discovery Phase, Phase One, Phase Two และอาจมี Phase Three และ Phase Four ในอนาคต โดยแต่ละเฟสออกแบบมาให้มีความยืดหยุ่นและสามารถปรับใช้ตามสภาพแวดล้อมเฉพาะขององค์กรได้
Phase One: การสร้างรากฐานที่มั่นคงสำหรับ Zero Trust
Phase One ของ Zero Trust Implementation Guidelines มุ่งเน้นการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งและปลอดภัยเพื่อรองรับความสามารถด้าน Zero Trust ในระยะยาว โดยครอบคลุม 36 กิจกรรม (Activities) ที่สนับสนุน 30 ความสามารถ (Capabilities) ที่เฉพาะเจาะจงสำหรับระยะนี้
ประเด็นสำคัญใน Phase One:
1. User Pillar (เสาหลักด้านผู้ใช้งาน)
Multi-Factor Authentication (MFA): การนำระบบการยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัยมาใช้งานทั่วทั้งองค์กร ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของ Zero Trust โดยกำหนดให้ผู้ใช้งานต้องยืนยันตัวตนด้วยปัจจัยมากกว่าหนึ่งอย่าง เช่น รหัสผ่าน + รหัส OTP จากโทรศัพท์ หรือ Biometric
Privileged Access Management (PAM): การจัดการสิทธิ์การเข้าถึงระดับสูง (Privileged Access) อย่างเข้มงวด เนื่องจากบัญชีที่มีสิทธิ์สูงมักเป็นเป้าหมายหลักของผู้โจมตี Phase One เน้นการนำระบบ PAM มาใช้และย้ายผู้ใช้งานที่มีสิทธิ์พิเศษเข้าสู่ระบบนี้
Identity Federation และ User Credentialing: การจัดการวงจรชีวิตของ Identity (Identity Lifecycle Management - ILM) ในระดับองค์กร ตั้งแต่การสร้าง การให้สิทธิ์ การเปลี่ยนแปลง จนถึงการยกเลิก Identity
Least Privileged Access: หลักการให้สิทธิ์การเข้าถึงเฉพาะสิ่งที่จำเป็นต่อการทำงานเท่านั้น (Principle of Least Privilege) โดยใช้นโยบาย "Deny by Default" คือปฏิเสธการเข้าถึงทั้งหมดโดยค่าเริ่มต้น และอนุญาตเฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น
Continuous Authentication: การตรวจสอบและยืนยันตัวตนอย่างต่อเนื่องตลอดเซสชันการทำงาน ไม่ใช่แค่ตรวจสอบครั้งเดียวตอนเข้าระบบ
2. Device Pillar (เสาหลักด้านอุปกรณ์)
Device Inventory: การสร้างและบำรุงรักษาทะเบียนอุปกรณ์ทั้งหมดที่เชื่อมต่อกับเครือข่าย รวมถึง Non-Person Entities (NPE) และการใช้ Public Key Infrastructure (PKI) ในการจัดการอุปกรณ์
Remote Access: การกำหนดนโยบาย "Deny Device by Default" สำหรับอุปกรณ์ที่ต้องการเข้าถึงระบบ โดยอนุญาตเฉพาะอุปกรณ์ที่ผ่านการตรวจสอบและได้รับอนุมัติแล้วเท่านั้น
Asset, Vulnerability, and Patch Management: การนำเครื่องมือในการจัดการทรัพย์สิน (Asset Management), การตรวจสอบช่องโหว่ (Vulnerability Management) และการอัปเดตแพตช์ (Patch Management) มาใช้อย่างเป็นระบบ
Unified Endpoint Management (UEM) และ Mobile Device Management (MDM): การจัดการอุปกรณ์ปลายทางแบบรวมศูนย์ รวมถึงอุปกรณ์มือถือ เพื่อให้มั่นใจว่าทุกอุปกรณ์ปฏิบัติตามนโยบายความปลอดภัยขององค์กร
Phase Two: การผสานรวมโซลูชัน Zero Trust เข้ากับระบบ
Phase Two เป็นการก้าวต่อไปจาก Phase One โดยมุ่งเน้นการผสานรวม (Integration) โซลูชันพื้นฐานด้าน Zero Trust เข้ากับระบบของหน่วยงาน ครอบคลุม 41 กิจกรรม ที่สนับสนุน 34 ความสามารถ ที่เฉพาะเจาะจงสำหรับระยะนี้
ประเด็นเพิ่มเติมใน Phase Two:
1. Conditional User Access (การเข้าถึงแบบมีเงื่อนไข)
Phase Two นำเสนอแนวคิดการควบคุมการเข้าถึงที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น:
Application-Based Permissions: การกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงตามแอปพลิเคชัน โดยคำนึงถึงบริบทของการใช้งาน
Rule-Based Dynamic Access: การควบคุมการเข้าถึงแบบไดนามิกตามกฎที่กำหนด ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ เช่น ตำแหน่งที่ตั้ง เวลา ระดับความเสี่ยงของอุปกรณ์
2. การพัฒนาต่อยอด Privileged Access Management
Phase Two ขยายความสามารถของ PAM โดยการย้ายผู้ใช้งานที่มีสิทธิ์พิเศษเพิ่มเติมเข้าสู่ระบบ และเพิ่มการควบคุมที่เข้มงวดยิ่งขึ้น
3. Enterprise Identity Lifecycle Management
การจัดการ Identity ในระดับองค์กร (Enterprise-level) อย่างครอบคลุม รวมถึงการผสานรวมระหว่างระบบต่างๆ และการทำงานร่วมกันของ Identity Provider
4. Network/Environment Pillar และ Data Pillar
Phase Two เริ่มให้ความสำคัญกับ:
การจัดการและป้องกันเครือข่าย (Network Segmentation, Micro-segmentation)
การจัดหมวดหมู่และติดป้ายกำกับข้อมูล (Data Classification and Labeling)
การเข้ารหัสข้อมูล (Encryption)
Data Loss Prevention (DLP)
การควบคุมการเข้าถึงข้อมูล (Data Access Control)
5. Visibility and Analytics
การเพิ่มความสามารถในการมองเห็นและวิเคราะห์ข้อมูลที่เกิดขึ้นในระบบ รวมถึงการใช้ SIEM (Security Information and Event Management) เพื่อตรวจจับภัยคุกคามและตอบสนองต่อเหตุการณ์ความปลอดภัย
ประโยชน์หลักของการนำ Zero Trust Implementation ไปใช้
การนำแนวทาง Zero Trust ไปปรับใช้ตาม ZIGs จาก NSA จะช่วยให้องค์กรได้รับประโยชน์หลายด้าน:
ลดความเสี่ยงจากการโจมตีทางไซเบอร์: การตรวจสอบและยืนยันทุกการเข้าถึงอย่างต่อเนื่องช่วยลดโอกาสที่ผู้โจมตีจะสามารถเคลื่อนไหวภายในเครือข่ายได้ (Lateral Movement)
ปกป้องข้อมูลสำคัญ: หลักการ Least Privilege และการจัดการสิทธิ์การเข้าถึงอย่างเข้มงวดช่วยป้องกันการเข้าถึงข้อมูลที่ไม่ได้รับอนุญาต
เพิ่มความสามารถในการตรวจจับและตอบสนอง: ระบบ Visibility และ Analytics ที่แข็งแกร่งช่วยให้สามารถตรวจพบกิจกรรมที่ผิดปกติและตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว
รองรับการทำงานแบบ Remote และ Hybrid: Zero Trust เหมาะสมกับการทำงานในยุคดิจิทัลที่ผู้ใช้งานและอุปกรณ์อยู่นอกเครือข่ายองค์กร
ปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านกฎระเบียบ: การนำ Zero Trust ไปใช้ช่วยให้องค์กรสามารถปฏิบัติตาม Compliance Frameworks ต่างๆ ได้ง่ายขึ้น
เพิ่มความไว้วางใจจากลูกค้าและพันธมิตร: การมีระบบความปลอดภัยที่แข็งแกร่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ขั้นตอนการเริ่มต้นนำ Zero Trust Implementation ไปใช้
NSA แนะนำให้องค์กรที่สนใจนำ Zero Trust ไปใช้ ควรเริ่มต้นด้วยการ:
ศึกษา Primer และ Discovery Phase: ทำความเข้าใจพื้นฐานของ Zero Trust และสำรวจสภาพแวดล้อมปัจจุบันขององค์กร รวมถึงทรัพย์สิน ระบบ และกระบวนการที่มีอยู่
วางแผนการนำไปใช้: กำหนดเป้าหมาย ลำดับความสำคัญ และทรัพยากรที่จำเป็น โดยคำนึงถึงความเฉพาะเจาะจงขององค์กร
เริ่มด้วย Phase One: สร้างรากฐานที่มั่นคงด้วยการนำ 36 กิจกรรมใน Phase One ไปปรับใช้ โดยเน้นที่ User Identity, Device Management และ Access Control
ก้าวต่อไปสู่ Phase Two: หลังจากบรรลุเป้าหมายใน Phase One แล้ว ให้เริ่มผสานรวมโซลูชัน Zero Trust เข้ากับระบบต่างๆ ตาม Phase Two
ประเมินและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง: Zero Trust เป็นกระบวนการที่ต่อเนื่อง ไม่ใช่โครงการที่ทำครั้งเดียวจบ องค์กรควรประเมินผลและปรับปรุงอย่างสม่ำเสมอ
เอกสาร ZIGs ทั้งหมดสามารถดาวน์โหลดได้ฟรีจากเว็บไซต์ของ NSA ที่ https://www.nsa.gov/Press-Room/Cybersecurity-Advisories-Guidance/
บทสรุป
การเผยแพร่ Zero Trust Implementation Guidelines Phase One และ Phase Two จาก National Security Agency (NSA) เป็นก้าวสำคัญในการช่วยให้องค์กรต่างๆ โดยเฉพาะในภาครัฐและอุตสาหกรรมด้านความมั่นคง สามารถนำหลักการ Zero Trust มาประยุกต์ใช้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ
แนวทาง Implementation ที่ชัดเจน ครอบคลุม และยืดหยุ่นนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยยกระดับความปลอดภัยทางไซเบอร์ แต่ยังช่วยให้องค์กรสามารถปรับตัวรับมือกับภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในยุคดิจิทัล การลงทุนในการสร้างระบบ Zero Trust วันนี้ คือการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งเพื่อความปลอดภัยในระยะยาวขององค์กร
สำหรับองค์กรในประเทศไทยที่ต้องการยกระดับความปลอดภัยทางไซเบอร์ การศึกษาและนำแนวทาง Zero Trust ไปปรับใช้ถือเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะองค์กรที่จัดการข้อมูลสำคัญหรือมีความเสี่ยงสูงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์
ALPHASEC: พันธมิตรด้านความปลอดภัยไซเบอร์ของคุณ
ALPHASEC เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่พร้อมช่วยองค์กรของคุณ ไปสู่ความสำเร็จ เรามีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในการให้คำปรึกษา ออกแบบระบบความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ จากหน่วยงานและองค์กรชั้นนำต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยยึดหลักการปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละองค์กร
บริการของเรา:
การออกแบบและนำ Identity & Access Management (IAM) ไปใช้: รวมถึง MFA, PAM, SSO และ Identity Federation
การจัดการและรักษาความปลอดภัยอุปกรณ์: UEM, MDM, Endpoint Security และ Device Compliance
Network Security และ Micro-segmentation: ออกแบบและนำระบบแบ่งส่วนเครือข่ายแบบละเอียดไปใช้
Security Monitoring และ Analytics: ติดตั้งและบริหารจัดการ SIEM, Log Management และ Threat Detection
Data Security และ DLP: ป้องกันการรั่วไหลของข้อมูล การเข้ารหัส และการจัดการสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล
ติดต่อเราวันนี้เพื่อยกระดับความปลอดภัยทางไซเบอร์ขององค์กรคุณ พร้อมรับมือกับภัยคุกคามในยุคดิจิทัลอย่างมั่นใจ
ALPHASEC - ปกป้องทุกมิติของความปลอดภัยดิจิทัล
ติดต่อเราวันนี้เพื่อขอคำปรึกษาฟรี
Website: www.alphasec.co.th | Email: contact@alphasec.co.th



